การดูแลรักษาสุขภาพช่องปากในกรณีที่ฟันได้รับความเสียหายรุนแรงจนการอุดฟันแบบปกติไม่สามารถรองรับแรงบดเคี้ยวได้ ทันตแพทย์มักแนะนำให้แก้ปัญหาด้วยการ ทำครอบฟัน เพื่อปกป้องเนื้อฟันที่เหลืออยู่และกู้คืนประสิทธิภาพในการใช้งานให้กลับมาสมบูรณ์อีกครั้ง อย่างไรก็ตาม คำถามที่ผู้รับบริการส่วนใหญ่มักสงสัยคือการ ทำครอบฟัน หนึ่งครั้งจะมีอายุการใช้งานยาวนานเพียงใด และมีสัญญาณบ่งชี้อย่างไรที่บอกว่าถึงเวลาที่ต้องเปลี่ยนชิ้นงานใหม่
อายุการใช้งานโดยเฉลี่ยของการทำครอบฟัน
โดยทั่วไปแล้ว อายุการใช้งานของการ ทำครอบฟัน จะอยู่ที่ประมาณ 10 ถึง 15 ปี แต่ในผู้รับบริการบางรายที่ดูแลรักษาเป็นอย่างดี ชิ้นงานอาจมีอายุการใช้งานยาวนานถึง 20 ปีหรือมากกว่านั้น ปัจจัยที่กำหนดความทนทานของครอบฟันไม่ได้ขึ้นอยู่กับเพียงฝีมือของทันตแพทย์หรือความแม่นยำของห้องปฏิบัติการทางทันตกรรมเท่านั้น แต่ยังขึ้นอยู่กับชนิดของวัสดุที่เลือกใช้ สุขอนามัยช่องปากส่วนบุคคล และพฤติกรรมการบดเคี้ยวในชีวิตประจำวัน
ขั้นตอนการเตรียมฟันและการใส่ชิ้นงาน
ขั้นตอนการรักษาโดยทั่วไปมักใช้การนัดหมายประมาณสองครั้ง ในการนัดหมายครั้งแรกทันตแพทย์จะกรอเตรียมผิวฟันและพิมพ์ปากเพื่อส่งข้อมูลไปยังห้องปฏิบัติการทางทันตกรรมเพื่อผลิตชิ้นงาน ในระหว่างรอชิ้นงานตัวจริงผู้รับบริการจะใส่ครอบฟันชั่วคราวไว้ก่อนเพื่อปกป้องเนื้อฟัน เมื่อชิ้นงานตัวจริงเสร็จสมบูรณ์ทันตแพทย์จะทำการยึดครอบฟันด้วยวัสดุยึดติดชนิดพิเศษเพื่อให้ชิ้นงานติดแน่นกับฟันเดิมอย่างมั่นคง
ปัจจัยด้านวัสดุที่ส่งผลต่อความทนทาน
วัสดุแต่ละประเภทที่ใช้ในการ ทำครอบฟัน มีคุณสมบัติเด่นและอายุการใช้งานที่แตกต่างกันไป ดังนี้
- ครอบฟันโลหะล้วน (All-Metal/Gold): เป็นวัสดุที่มีความแข็งแรงทนทานต่อแรงบดเคี้ยวได้ดีที่สุด มีโอกาสแตกหักหรือบิ่นได้น้อยมาก จึงมักมีอายุการใช้งานยาวนานที่สุดเมื่อเทียบกับวัสดุประเภทอื่น
- ครอบฟันเซรามิกล้วน (All-Ceramic): ให้ความสวยงามและความเป็นธรรมชาติสูง แต่อาจมีความเปราะกว่าโลหะหากได้รับแรงกระแทกที่รุนแรง อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมีการพัฒนาวัสดุอย่างเซอร์โคเนีย (Zirconia) ที่มีความแข็งแรงสูงมากจนใกล้เคียงกับโลหะและมีอายุการใช้งานที่ยาวนาน
- ครอบฟันโลหะเคลือบเซรามิก (PFM): มีความแข็งแรงจากโครงสร้างโลหะด้านใน แต่ในระยะยาวอาจพบปัญหาชั้นเซรามิกที่เคลือบไว้กะเทาะหรือบิ่นออกได้ตามกาลเวลา
สัญญาณเตือนที่บอกว่าควรเปลี่ยนครอบฟันใหม่
แม้ว่าวัสดุจะยังดูแข็งแรง แต่การเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างฟันธรรมชาติและเหงือกรอบข้างอาจเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าควรพิจารณาเปลี่ยนชิ้นงานที่ ทำครอบฟัน ไว้ สัญญาณเหล่านั้นได้แก่:
- ปัญหาเหงือกร่น: เมื่อเวลาผ่านไปเหงือกอาจมีการขยับตัวร่นลง ทำให้ขอบของครอบฟันโผล่พ้นเหงือกขึ้นมา ซึ่งนอกจากจะส่งผลต่อความสวยงามแล้ว ยังอาจทำให้เกิดอาการเสียวฟันและเป็นช่องทางให้แบคทีเรียเข้าไปสะสมจนเกิดฟันผุใต้ครอบฟันได้
- ความชำรุดของวัสดุ: หากพบรอยร้าว รอยบิ่น หรือการสึกหรออย่างรุนแรงบนพื้นผิวครอบฟัน จะส่งผลต่อประสิทธิภาพการเคี้ยวและอาจทำให้เศษอาหารเข้าไปติดได้ง่ายขึ้น
- อาการปวดหรือเสียวฟัน: ความรู้สึกเจ็บปวดบริเวณฟันที่ ทำครอบฟัน อาจเป็นสัญญาณของฟันผุที่เกิดขึ้นภายใน หรือการติดเชื้อบริเวณรากฟัน ซึ่งจำเป็นต้องรื้อครอบฟันเดิมออกเพื่อทำการรักษา
- ครอบฟันหลวมหรือขยับได้: หากรู้สึกว่าครอบฟันไม่แน่นเหมือนเดิม อาจเกิดจากวัสดุยึดติด (Dental Cement) เสื่อมสภาพ ซึ่งหากปล่อยทิ้งไว้จะทำให้น้ำและแบคทีเรียซึมเข้าไปทำลายเนื้อฟันจริงข้างใต้
พฤติกรรมเสี่ยงที่ทำให้อายุการใช้งานสั้นลง
อายุการใช้งานของการ ทำครอบฟัน อาจสั้นกว่าที่ควรจะเป็นหากผู้รับบริการมีพฤติกรรมบางอย่าง เช่น การนอนกัดฟัน (Bruxism) ซึ่งจะสร้างแรงกดมหาศาลต่อชิ้นงานจนอาจเกิดการร้าวหรือหลุดได้ พฤติกรรมการใช้ฟันหน้ากัดของแข็งจัด เช่น น้ำแข็ง ถั่วเปลือกแข็ง หรือการใช้ฟันเป็นอุปกรณ์เปิดขวด ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้ครอบฟันชำรุดก่อนเวลาอันควร
แนวทางการดูแลรักษาเพื่อให้ใช้งานได้คุ้มค่าที่สุด
หัวใจสำคัญของการดูแลหลัง ทำครอบฟัน คือการรักษาความสะอาดอย่างเคร่งครัด ควรแปรงฟันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้งและใช้ไหมขัดฟันทุกวัน โดยเน้นบริเวณขอบเหงือกที่เป็นรอยต่อเพื่อป้องกันคราบจุลินทรีย์สะสม นอกจากนี้ ควรพบทันตแพทย์ทุก 6 เดือนเพื่อตรวจเช็กความสมบูรณ์และเอกซเรย์ดูเนื้อฟันภายใต้ชิ้นงานเป็นระยะ การตรวจพบและแก้ไขปัญหาตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยยืดอายุการใช้งานของการ ทำครอบฟัน ให้ยาวนานที่สุดครับ
ทำครอบฟันให้จบจริงและยั่งยืนที่ศูนย์ทันตกรรมเพื่อความงาม PMDC
หากคุณกำลังมองหาทางเลือกในการ ทำครอบฟัน ที่ให้ผลลัพธ์ทั้งในด้านฟังก์ชันการใช้งานและความสวยงามระดับพรีเมียม ศูนย์ทันตกรรมเพื่อความงาม PMDC คือคำตอบที่ตอบโจทย์ความต้องการแบบ "จบจริง" ด้วยประสบการณ์กว่า 30 ปีในด้านทันตกรรมตกแต่ง เราให้ความสำคัญกับการออกแบบครอบฟันให้เข้ากับบุคลิกและรูปหน้าของคนไข้แต่ละรายแบบเฉพาะบุคคล











